จะเลือกใช้ UV Filter vs CPL Filter vs Protector Filter
เลนส์รุ่นใหม่มีคุณภาพดีมาก ตัวผิวเลนส์มีการเคลือบป้องกันไว้เรียบร้อย ควรหาแค่ Protector Filter คุณภาพดีมาติดไว้เพื่อป้องกันตัวเลนส์ถูกกระแทกหรือเป็นริ้วรอยจากการเสียดสีก็พอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ UV Filter หรือ Skylight Filter ดีไม่ดีจะกลายเป็นการทำให้เกิดเงาหากเลือกใช้ฟิลเตอร์ราคาถูกที่คุณภาพสู้เลนส์ไม่ได้
ส่วน CPL Filter (Circular Polarizing Filter) น่าจะหามาใช้ เพื่อลดแสงสะท้อนจากแสงแดด ตัดเงาจากผิวน้ำหรือใบไม้ ทำให้สีเข้มชัดขึ้น ซึ่งปัจจุบันมี CPL ขอบบางที่สามารถติดซ้อนบน Filter อื่นได้เลย และยังมีแบบแม่เหล็กที่สามารถถอดใส่ได้สะดวก ไม่เสียเวลาหมุนเกลียว
CPL Filter ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่างภาพหลายคนยกให้เป็น “ตัวช่วยลับ” ในการควบคุมคุณภาพภาพถ่ายกลางแจ้ง โดยมีคุณสมบัติเด่นดังนี้:
🌿 คุณสมบัติหลักของ CPL Filter
- ลดแสงสะท้อน (Glare Reduction): ตัดแสงสะท้อนจากผิวน้ำ, กระจก, หรือใบไม้ ทำให้รายละเอียดชัดเจนขึ้น
- เพิ่มความเข้มของสี (Color Saturation): สีฟ้าของท้องฟ้า, สีเขียวของต้นไม้ จะดูสดและเข้มขึ้นโดยไม่ต้องแต่งภาพมาก
- ปรับคอนทราสต์ (Contrast Enhancement): ทำให้ภาพมีมิติและความลึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแสงแรงกลางวัน
- ควบคุมทิศทางแสง (Directional Control): CPL จะทำงานดีที่สุดเมื่อหมุนให้มุมรับแสงตรงกับทิศทางที่ต้องการลดการสะท้อน
📸 เทคนิคการใช้งาน
- ใช้ถ่าย ท้องฟ้า → ฟ้าเข้มขึ้น เมฆเด่นชัด
- ใช้ถ่าย น้ำตกหรือแหล่งน้ำ → ลดแสงสะท้อนบนผิวน้ำ เห็นรายละเอียดใต้น้ำมากขึ้น
- ใช้ถ่าย ใบไม้/ป่าเขียว → ลดเงาสะท้อนจากใบไม้ ทำให้สีเขียวดูสดและสม่ำเสมอ
- ควรหมุน CPL เพื่อหามุมที่ “ตัดแสงสะท้อน” ได้ดีที่สุด
⚠️ ข้อควรระวัง
- CPL จะลดแสงที่เข้าสู่เลนส์ลงเล็กน้อย (ประมาณ 1–2 สต็อป) → ต้องชดเชยด้วยการปรับ ISO หรือใช้ขาตั้งกล้อง
- ไม่เหมาะกับการถ่าย พาโนรามาท้องฟ้า กว้างมาก ๆ เพราะอาจทำให้ฟ้าเข้มไม่สม่ำเสมอ
มุมที่ CPL Filter ตัดแสงสะทอนได้ดีที่สุดคือ ประมาณ 90° จากตำแหน่งดวงอาทิตย์ กล่าวคือ เมื่อทิศทางการถ่ายภาพตั้งฉากกับทิศทางแสงอาทิตย์ จะได้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด.
🌞 หลักการทำงานของ CPL Filter
- CPL (Circular Polarizer) จะทำงานโดยการกรองคลื่นแสงที่สะท้อนออกมาในทิศทางหนึ่ง ๆ
- เมื่อแสงตกกระทบผิววัตถุ เช่น น้ำหรือใบไม้ จะสะท้อนออกมาในทิศทางเฉพาะ
- การหมุน CPL จะช่วย “เลือก” ทิศทางคลื่นแสงที่ถูกกรองออกไป ทำให้ภาพลดแสงสะท้อนและสีเข้มขึ้น
📐 มุมที่เหมาะสมที่สุด
- 90° จากดวงอาทิตย์ → คือมุมที่ CPL มีประสิทธิภาพสูงสุดในการตัดแสงสะท้อนและเพิ่มความเข้มของสี
- 45°–135° → ยังได้ผลดี แต่ไม่แรงเท่าที่ 90°
- ตรงข้ามดวงอาทิตย์ (180°) หรือ หันเข้าหาดวงอาทิตย์ (0°) → ผลของ CPL จะน้อยลงมาก
📸 ตัวอย่างการใช้งาน
- ถ่าย ท้องฟ้า: หันกล้องไปทางที่ตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ ฟ้าจะเข้มขึ้น เมฆเด่นชัด
- ถ่าย น้ำตก/ทะเลสาบ: เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ด้านข้าง จะช่วยลดแสงสะท้อนบนผิวน้ำได้มาก
- ถ่าย ป่า/ใบไม้: ใช้มุม 90° จะช่วยลดเงาสะท้อนจากใบไม้ ทำให้สีเขียวสดขึ้น
⚠️ ข้อควรระวัง
- ใช้เลนส์มุมกว้าง (Wide-angle) อาจทำให้ฟ้าเข้มไม่สม่ำเสมอ เพราะบางส่วนอยู่ใกล้ 90° แต่บางส่วนไม่
- CPL ลดแสงเข้าสู่เลนส์ลงประมาณ 1–2 สต็อป → ต้องปรับ ISO หรือใช้ขาตั้งกล้อง
🔑 สรุป
- มุมที่ดีที่สุด: 90° จากดวงอาทิตย์
- ใช้ CPL ให้ได้ผลสูงสุด → หันกล้องไปในทิศทางที่ตั้งฉากกับแสงอาทิตย์ แล้วหมุน CPL เพื่อหาจุดที่ตัดแสงสะท้อนมากที่สุด
CPL ช่วยตัดแสงสะท้อนจากหลอดไฟได้บ้าง แต่ผลลัพธ์จะไม่เหมือนกับการใช้ CPL ตัดแสงสะท้อนจากแสงแดดหรือน้ำ 🌞💡
🔍 หลักการ
- CPL Filter ทำงานกับ แสงที่มีการสะท้อนแบบโพลาไรซ์ (polarized light)
- แสงแดดที่สะท้อนจากผิวน้ำหรือใบไม้ มักจะถูกโพลาไรซ์ → CPL จึงตัดออกได้ดี
- แต่ หลอดไฟฟ้า (Incandescent, LED, Fluorescent) ส่วนใหญ่ปล่อยแสงที่ ไม่ถูกโพลาไรซ์ → CPL จึงแทบไม่สามารถตัดแสงสะท้อนจากหลอดไฟได้
📸 ผลที่อาจเกิดขึ้น
- ถ้าแสงจากหลอดไฟสะท้อนบนพื้นผิวบางชนิด (เช่น กระจก, พลาสติกเคลือบ) อาจมีบางส่วนของคลื่นแสงที่ถูกโพลาไรซ์ → CPL อาจช่วยลดได้เล็กน้อย
- แต่โดยทั่วไป CPL ไม่ใช่ตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการแสงสะท้อนจากหลอดไฟ
✅ วิธีที่ใช้ได้ผลมากกว่า
- ใช้ Diffuser หรือ Softbox → กระจายแสงจากหลอดไฟให้ไม่สะท้อนแข็ง
- เปลี่ยนมุมถ่าย → ลดการสะท้อนตรงเข้ากล้อง
- ใช้ ND Filter หรือ GND Filter → ควบคุมความสว่างโดยรวม แต่ไม่ตัด reflection โดยตรง
- Polarized film บนพื้นผิว → ถ้าต้องการควบคุมจริง ๆ ในงานถ่ายสินค้า สามารถใช้ฟิล์มโพลาไรซ์ทั้งที่กล้องและวัตถุ (cross-polarization)
สรุปคือ CPL Filter ไม่สามารถตัดแสงสะท้อนจากหลอดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแสงจากหลอดไฟไม่ถูกโพลาไรซ์ตั้งแต่ต้น