เลือกใช้ Auto ISO 3 แบบตามความสว่าง
ISO เป็นตัวเลขบอกความไว้แสง ยิ่งตัวเลขสูง ความไวแสงยิ่งมาก ใช้สำหรับถ่ายภาพในที่มืด ภาพจะสว่างขึ้นแบบที่ตาคนเราเองยังมองสู้ไม่ได้ แต่ภาพที่ได้จากกล้องที่ถ่ายด้วย ISO สูง มักจะมีเกรนที่หยาบขึ้น ถ้าถ่ายภาพในสภาวะแสงปกติควรใช้ ISO ต่ำไว้ก่อน เกรนของภาพจะมีความละเอียดมากขึ้น
กล้องสมัยที่ใช้ฟิลม์ ไม่มีทางเลือกแบบยุคนี้ที่มีปุ่มปรับ ISO ได้ตามสบาย สมัยก่อนขึ้นกับฟิลม์ที่ใช้ ถ้าใช้ ISO 100 ก็ต้องถ่ายด้วย ISO 100 ไปทั้ง 36 ภาพจนหมดม้วน ส่วนกล้อง X100vi มีความสามารถพิเศษหรือกว่ากล้องดิจิตอลยี่ห้ออื่นอีก เพราะเปิดให้ตั้งระบบ Auto ISO ได้ 3 แบบ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพแสงและความเร็วของสิ่งที่ถูกถ่าย
เริ่มต้นจากตั้งระบบให้กล้องเลือกใช้ Auto ISO จากปุ่มหมุนด้านบน
จากนั้นเข้าไปตั้งในระบบของกล้องให้ใช้ Auto1, Auto2, Auto3 ที่มีช่วงระยะของ ISO ต่างกันและมี Minimum Shutter Speed ต่างกัน
Auto1 ใช้ ISO 125 – 6400 ความเร็วต่ำสุด 1/60 ใช้กับภาพทั่วไป
Auto2 ใช้ ISO 500 – 6400 ความเร็วต่ำสุด 1/60 ใช้กับภาพแสงน้อย
Auto3 ใช้ ISO 1250 – 12800 ความเร็วต่ำสุด 1/60 ใช้กับถ่ายภาพตอนกลางคืน
เวลาจะเลือกใช้ แนะนำให้กำหนดให้ปัดหน้าจอ LCD แล้วเปิดให้เลือก ISO ตามภาพ
🔧 ลำดับการตัดสินใจของ Auto ISO
- กล้องจะพยายามรักษาความเร็วชัตเตอร์ขั้นต่ำ (Minimum Shutter Speed) ที่เราตั้งไว้ก่อนเสมอ
- ในกรณีนี้คือ 1/60 วินาที หากถ่ายภาพแบบ A หรือ P ความเร็วจะเปลี่ยนตามระยะซูมของเลนส์ให้อัตโนมัติ x 1.5
- ถ้าแสงไม่พอที่จะได้ค่าแสงพอดีที่ 1/60 กล้องจะเริ่ม เพิ่ม ISO ภายในช่วงที่อนุญาต (เช่น 125–6400 ใน AUTO1)
- ถ้าเพิ่ม ISO จนถึงขีดสูงสุดแล้วยังไม่พอ → ภาพจะเริ่ม Underexpose เพราะกล้องไม่ยอมลดสปีดต่ำกว่า 1/60
📊 ความแตกต่างของการตั้งค่า 3 Auto ISO ที่กำหนด
- AUTO1 (125–6400) → ยืดหยุ่นสุด ใช้ทั่วไป
- AUTO2 (500–6400) → เริ่มต้นที่ ISO 500 ทำให้กล้อง “ยอมขึ้น ISO เร็วกว่า” → ลดโอกาสภาพเบลอ แต่ Noise จะมาไวขึ้น
- AUTO3 (1250–12800) → บังคับให้กล้องใช้ ISO สูงตลอด → เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการความเร็วแน่นอน เช่นในที่มืดมาก แต่ต้องยอมรับ Noise เยอะ
🎯 สรุป
- ระบบจะรักษาความเร็วชัตเตอร์ขั้นต่ำก่อน แล้วค่อยเพิ่ม ISO ตามกรอบที่ตั้งไว้
- ถ้าต้องการถ่ายภาพเคลื่อนไหว ควรตั้ง Min Speed ให้สูงขึ้น ภาพจะได้ไม่เบลอ
- การเลือกช่วง ISO ต่ำสุด–สูงสุดคือการบอกกล้องว่า “ยอมให้ Noise เข้ามาเร็วแค่ไหน”
- ถ้าอยากได้ภาพไม่เบลอ → ตั้ง ISO ต่ำสุดสูงขึ้น (เช่น AUTO2, AUTO3)
- ถ้าอยากได้ภาพสะอาด Noise น้อย → ใช้ ISO ต่ำสุดต่ำกว่า แต่ต้องเสี่ยงสปีดตก
👉 เห็นชัดเลยว่า Auto ISO คือการ “ต่อรอง” ระหว่าง ความคมชัด (Shutter Speed) กับ ความสะอาดของภาพ (ISO).
🌟 ISO ทำงานอย่างไร
- ISO เป็นการเร่งสัญญาณจากเซนเซอร์
เมื่อคุณตั้งค่า ISO ก่อนถ่ายภาพ กล้องจะกำหนดระดับการขยายสัญญาณแสงที่เซนเซอร์รับได้ในขณะกดชัตเตอร์ - ผลลัพธ์จะถูกบันทึกลงไฟล์ภาพทันที
ดังนั้น ISO มีผลเฉพาะตอนที่ถ่าย ไม่สามารถเปลี่ยนค่า ISO ในไฟล์ RAW หรือ JPEG ที่ถ่ายเสร็จแล้วได้โดยตรง
📂 หลังถ่ายภาพแล้วทำได้ไหม?
- ไฟล์ JPEG → ไม่สามารถเปลี่ยน ISO ย้อนหลังได้ เพราะกล้องได้ประมวลผลและบันทึกภาพเสร็จสิ้นแล้ว
- ไฟล์ RAW → คุณสามารถ “ปรับความสว่าง” หรือ “เร่งแสง” ได้ในโปรแกรมแต่งภาพ (เช่น Lightroom, Capture One) แต่จริง ๆ แล้วนี่คือการปรับ Exposure Compensation หรือการดึงข้อมูลจาก Dynamic Range ของไฟล์ RAW ไม่ใช่การเปลี่ยนค่า ISO จริง ๆ
🔑 สรุป
- ISO มีผลเฉพาะ ตอนถ่ายภาพ
- หลังถ่ายแล้ว หากเป็น RAW คุณสามารถปรับแสงได้ แต่ไม่ใช่การเปลี่ยน ISO จริง ๆ เป็นการแก้ไขด้วยซอฟต์แวร์
- ถ้าเป็น JPEG จะปรับได้จำกัดมาก เพราะข้อมูลถูกบีบอัดไปแล้ว
👉 เปรียบเทียบง่าย ๆ: ISO คือการเร่งเสียงไมโครโฟนตอนอัดเสียง ถ้าอัดไปแล้วจะไปเร่งเสียงในไฟล์ได้ แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนการตั้งค่าไมค์ตอนอัดจริง ๆ
ที่ไม่น่าเชื่อ X100vi ที่ใช้ ISO 12800 ภาพยังมีเกรนที่ดูดีอยู่







